บทที่ 8 บทที่ 8 เดินทางเข้าวังหลวง
เวลาล่วงเลยมาหลายวันแล้ว ฟางเพ่ยเพ่ย ในยามนี้นั้นกำลังนั่งจ้องมองแหวนหยกปานจื่อ ที่เจิ้งหยางเจี๋ยมอบให้แก่นางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
เมื่อสองวันก่อน มีเจ้าหนี้มาทวงเงินถึงหน้าเรือน เพราะมารดาของนางได้ไปกู้ยืมเงินของเถ้าแก่ร้านข้าวสารมาหนึ่งตำลึงเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปหาหมอ อีกทั้งยังติดหนี้ค่าข้าวสารของเถ้าแก่ผู้นี้เอาไว้อีกด้วย
เถ้าแก่ร้านหื่นกามผู้นั้น จ้องมองนางด้วยแววตาที่หื่นกระหาย อีกทั้งยังเอ่ยวาจาแทะโลมนางอย่างไม่ปิดบังอีกด้วย
หากยังหาเงินมาคืนข้าไม่ได้ ข้าจะเอาตัวบุตรสาวของเจ้าไปเป็นอนุของข้า!!!
ต่ำทรามที่สุด!!!
ยิ่งคิด ฟางเพ่ยเพ่ยก็ยิ่งกลัดกลุ้มใจยิ่งนัก นางหันไปมองมารดาที่ยามนี้กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ก่อนจะตัดสินใจบางอย่างขึ้นมาได้
ในเมื่อเขาหยิบยื่นโอกาสให้นาง เช่นนั้นนางก็ควรยินดีที่จะรับเอาไว้ ภายหน้านางจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้ของเขาอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว ตกดึก ฟางเพ่ยเพ่ยจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับมารดาของตน ในคราแรกนั้นท่านแม่ไม่เห็นด้วยกับนางเท่าใดนัก แต่เมื่อฟางเพ่ยเพ่ยยกเหตุผลร้อยแปดพันประการมาบอกแก่ผู้เป็นมารดา ท่านแม่จึงยอมเห็นด้วยกับนาง และบอกนางเพียงว่า ให้นางตั้งใจทำงานให้ดี รับใช้ผู้สูงศักดิ์ในวังหลวงอย่างซื่อสัตย์ ฟางเพ่ยเพ่ยพยักหน้ารับคำ เช้าวันต่อมา นางจึงเก็บเพียงของใช้ที่จำเป็นมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงในทันที
ใช้เวลาเดินทางอยู่ครึ่งชั่วยาม นางก็มาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้าประตูวังหลวง ดวงตาคู่สวยจ้องมองที่หน้าประตูนั้นด้วยความประหม่าไม่น้อย กำแพงสูงเสียดฟ้าราวกับกักขังทุกสรรพสิ่งให้อยู่ในที่แห่งนั้น ช่างดูน่าอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง
ฟางเพ่ยเพ่ยชั่งใจคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปที่หน้าประตูวังหลวงทันที องครักษ์ที่เฝ้ารักษาการณ์เมื่อได้เห็นนาง ก็อดที่จะตกตะลึงในความงามของนางมิได้ จึงอึ้งงันไปชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้ จึงเอ่ยถามนางออกไป
"แม่นางมาหาผู้ใดหรือ?"
"พี่ชาย ข้าจะมาสมัครคัดเลือกเป็นนางกำนัลเจ้าค่ะ"
องครักษ์สองนายนั้นกวาดสายตาจ้องมองฟางเพ่ยเพ่ยอย่างพิจารณา ก่อนจะหันไปส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กันคราหนึ่ง
"เห็นทีแม่นางคงจะมาเสียเที่ยวเสียแล้ว วันนี้ฝ่าบาททรงอยากพักผ่อน จึงสั่งให้ปิดประตูวังหลวง มิต้อนรับผู้ใดทั้งสิ้น"
ฟางเพ่ยเพ่ยที่ได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกเศร้าใจไม่น้อย นี่ไม่ใช่ว่านางมาเสียเที่ยวหรอกหรือ
เมื่อคิดถึงชื่อของบุคคลผู้หนึ่งขึ้นมาได้ ฟางเพ่ยเพ่ยจึงใช้มือล้วงหยิบเอาแหวนหยกปานจื่อในห่อผ้าออกมามอบให้องครักษ์ทั้งสองคนได้ดู
องครักษ์ที่ได้เห็นเช่นนั้น ก็หรี่ตาจ้องมองนางคราหนึ่ง
พวกเขามิรู้ด้วยซ้ำว่าแหวนหยกนั่นเป็นของผู้ใด
"พี่ชาย นี่คือแหวนหยกที่ขันทีนามว่าหยางเจี๋ย มอบให้ข้าเอาไว้ เขาบอกว่า หากข้าอยากจะเข้ามารับสมัครคัดเลือกเป็นนางกำนัล ก็ให้ยื่นแหวนหยกวงนี้ให้พวกท่านดู"
องครักษ์ทั้งสองที่ได้ยินชื่อของขันทีผู้นั้นที่ฟางเพ่ยเพ่ยเอ่ยถึง ในใจก็พลันหนาวเหน็บขึ้นมาทันควัน ใบหน้าของพวกเขาเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยกับฟางเพ่ยเพ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
"บังอาจเจ้ากล้าล่วงเกินฝ่าบาทหรือ!!! ข้าจะลากเจ้าไปรับโทษ!!!"
ฟางเพ่ยเพ่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ใบหน้าสวยซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ในใจสับสนมึนงงไปหมด ฝ่าบาทเกี่ยวอะไรกับนางกัน นางไม่เข้าใจ!!!
"พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!!!"
เสียงดุดันเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน ทำให้องครักษ์ทั้งสองคนที่คิดจะจับตัวฟางเพ่ยเพ่ยไปลงโทษต้องหยุดชะงักกลางคัน ฟางเพ่ยเพ่ยที่ได้เห็นเช่นนั้นจึงหันไปมองทันที ก่อนจะพบว่า คนผู้นั้นช่างมีใบหน้าที่คุ้นเคยยิ่งนัก
เขาคือคนที่อยู่ข้างกายท่านขันทีหยางเจี๋ยใช่หรือไม่?
นางจำเขาได้!!!
หลัวเฉิงเยียนมองฟางเพ่ยเพ่ยคราหนึ่ง ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า ดวงตาคมจ้องมององครักษ์ทั้งสองคนอย่างดุดัน
"พวกเจ้าทำสิ่งใด?"
"ท่านหัวหน้าองครักษ์ขอรับ สตรีนางนี้ นำแหวนหยกวงนี้มามอบให้ผู้น้อย อีกทั้งยังอ้างชื่อ ฝ่า..."
"หุบปาก!!! ให้นางเข้าไป"
"แต่ว่า..."
"หรือเจ้าอยากจะถูกข้าบั่นคอเสียตรงนี้!!! หึ!!!"
องครักษ์สองนายที่ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเปิดประตูวังหลวงอย่างเร่งรีบทันที อีกทั้งยังลอบมองหลัวเฉิงเยียนอย่างหวาดกลัวคราหนึ่ง
หลัวเฉิงเยียนลอบมองฟางเพ่ยเพ่ย ก่อนจะครุ่นคิดในใจ
องครักษ์โง่งมสองคนนี้ เกือบจะสร้างปัญหายุ่งยากให้เขาเสียแล้ว!!!
ฟางเพ่ยเพ่ยหันไปโค้งกายทำความเคารพให้หลัวเฉิงเยียนอย่างเกรงใจ ก่อนจะเดินตามเขาเข้าไปในวังหลวงด้วยความประหม่า
สายลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ทำให้เส้นผมเงางามของนางปลิวไสวไปตามแรงลม ขับเน้นให้ใบหน้าสวยหวานดูงดงามราวเทพธิดาบนแดนสวรรค์
"ชินอ๋อง ทรงทอดพระเนตรสิ่งใดอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ไม่มีสิ่งใด ไปกันเถิด"
บุรุษหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา ละสายตาจากใบหน้างามของฟางเพ่ยเพ่ย ก่อนจะควบม้าจากไป
เขาคือ เจิ้งจงซวี่ น้องชายต่างมารดาของเจิ้งหยางเจี๋ย มีตำแหน่งเป็นถึงชินอ๋องแห่งต้าเจิ้ง
ใบหน้างามของสตรีผู้นั้น ช่างคล้ายกับ อาเพ่ย สตรีน้อยที่เคยมอบขนมน้ำตาลปั้นให้เขาเมื่อครั้งวัยเยาว์ยิ่งนัก
ตอนนั้นเขามีอายุเพียงสิบขวบปี เขายังจำได้ดี ด้วยความซุกซนจึงแอบหนีออกไปเที่ยวที่ด้านนอกวังหลวงกับองครักษ์ผู้ดูแล และได้พบกับเด็กหญิงอายุเพียงห้าขวบ ที่กำลังเลือกขนมน้ำตาลปั้นอย่างตื่นเต้น
ด้วยความรีบร้อนออกจากวังหลวง เขาและองครักษ์ที่ติดตามมาด้วย จึงไม่ได้นำตั๋วเงินติดตัวมา เขาจ้องมองนางด้วยท่าทางที่น่าเวทนาไม่น้อย นางจึงหันมามองเขา และยื่นขนมน้ำตาลปั้นนั้นให้เขา พร้อมกับรอยยิ้มที่งดงามเจิดจ้า
นางบอกว่านางชื่อ อาเพ่ย
ชื่อนี้ฝังลึกลงไปในใจของเขาตั้งแต่วันนั้น จวบจนเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ น่าเสียดายที่ในตอนนั้นเขายังเยาว์วัยนัก จึงไม่ได้เอ่ยถามออกไปว่านางคือบุตรสาวจากตระกูลใด
ยามนี้เวลาก็ล่วงเลยผ่านมาหลายปีแล้ว นางคงจะแต่งงานออกเรือนไปแล้วกระมัง
เขาเก็บสายตาของตนกลับคืน พลางครุ่นคิดว่า หากเขากับอาเพ่ยยังมีวาสนาต่อกัน คงจะได้พบกันอีกสักคราเป็นแน่
